สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

สรุป ครั้งที่ 2 POL6103

สรุปวิชาสังคมวิทยาการเมืองกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

POL 6103(PS 710)

อาจารย์สิทธิพันธ์ พุทธหุน

***********************************************************

สังคมวิทยา (Sociology)

สังคมวิทยา คือศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป รวมทั้งศึกษาสถาบันต่าง ๆ ทางสังคม เช่น ศาสนา การศึกษา และอื่น ๆ

Auguste Comte (ออกุส คอมต์) ตั้งฉายาว่าสังคมวิทยาเป็นราชินีแห่งศาสตร์ เพราะเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ที่มีขอบเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล (ในขณะที่รัฐศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็น Master Science หรือราชาแห่งศาสตร์เพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนทุกคนในสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้)

สังคมวิทยาการเมือง (Political Sociology) มีความหมายดังนี้

1. The social anatomy of the body politic. คือ กายวิภาคหรือโครงสร้างทางสังคมขององคาพยพทางการเมือง

2. The social circumstances of politics. คือ สภาพแวดล้อมทางสังคมของ

3. Politics is shaped by and shapes other events in societies. คือ การเมืองนั้นถูกกำหนดให้อยู่ในรูปแบบใด ๆ และมีส่วนในการเป็นตัวกำหนดรูปแบบเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในทางสังคมด้วย

ความเป็นมาของสังคมวิทยาการเมือง

1.พัฒนามาจากความคิดของนักปราชญ์การเมืองโบราณ เช่น เพลโต, อริสโตเติล

2.ลักษณะเฉพาะเริ่มมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สังคมวิทยาการเมืองเริ่มมีเนื้อหาวิชาเป็นของตนเองและเป็นที่ยอมรับ

3.ความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสังคมซึ่งจะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย นักคิดในแต่ละยุคมีมุมมองที่แตกต่างกัน

4.เป็นศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมให้รัฐศาสตร์มีความกระจ่างยิ่งขึ้น เพราะสังคมวิทยาการเมืองช่วยหาสาเหตุของพฤติกรรมทางการเมืองโดยเชื่อมโยงปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม

สังคมวิทยาการเมืองศึกษาอะไร

1. ศึกษาสถาบันทางการเมืองเชิงสังคมวิทยา และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคม ขบวนการทางการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมือง

2. สังคมวิทยาการเมือง เป็นศาสตร์ที่ให้ความสนใจเรื่องอำนาจ (Power) และความขัดแย้ง (Conflict)

เรื่องที่สังคมวิทยาการเมืองให้ความสนใจ

1. พฤติกรรมการเลือกตั้ง

2. การรวมตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจกับการตัดสินใจทางการเมือง

3. ปัญหาระบบราชการ

4. อุดมการณ์ของขบวนการทางเมืองและกลุ่มผลประโยชน์

5. พรรคการเมือง ปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง

ความแตกต่างระหว่างรัฐศาสตร์กับสังคมวิทยาการเมือง

รัฐศาสตร์ศึกษาเฉพาะส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ำของภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) แต่สังคมวิทยาการเมืองศึกษาส่วนที่อยู่ใต้น้ำด้วยซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นชัดเจนแต่เป็นส่วนที่มากมายมหาศาลและรองรับส่วนที่อยู่เหนือน้ำ

ความแตกต่างระหว่างรัฐศาสตร์กับสังคมวิทยา

1. รัฐศาสตร์เน้นที่ “รัฐ” สังคมวิทยาจะเน้นที่ “สังคม” ไม่เน้นรูปแบบที่เป็นทางการ

2. รัฐศาสตร์จะเน้นที่ผลประโยชน์เป็นสำคัญ สังคมวิทยาจะเน้น “ค่านิยม” (Value)

3. รัฐศาสตร์เน้นศึกษา“ผู้นำ”และเหตุผลของการตัดสินใจของผู้นำส่วนสังคมวิทยาจะศึกษา“ชนชั้น”

4. รัฐศาสตร์เน้นที่“ผู้มีอำนาจ”ส่วนสังคมวิทยาจะให้ความสนใจกับอำนาจ ที่มาของอำนาจและบารมี

นักคิดทางสังคมวิทยาการเมืองที่สำคัญ

1. Alexis de Tocqueville (เดอ ทอคเคอวิลล์) มองว่าแนวโน้มของสังคมในอนาคตจะประกอบด้วย

-สังคมอุตสาหกรรมนำไปสู่ระบบรวมศูนย์อำนาจ

-ระบบราชการจะต้องเกิดขึ้น มีการจัดองค์การที่เชื่อถือได้ ยึดกฎเกณฑ์กติกาเป็นที่ตั้ง

-ลัทธิชาตินิยม ให้ความสำคัญกับรัฐมากกว่าเอกชน

พลังทั้งสามจะนำไปสู่

-สภาพของรัฐสมัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีอำนาจมาก

-ขณะเดียวกันประชาชนจะถูกปิดกั้นทางการเมือง ทำให้ประชาชนเกิดความไม่กระตือรือร้นทางการเมือง เฉยเมย (Apathy)

เดอ ทอคเคอวิลล์ ได้เสนอทางแก้ไว้ดังนี้

-ส่งเสริมให้สังคมมีความแตกต่างหลากหลายให้มีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรสถาบันต่าง ๆ

-ให้มีกลุ่ม ชมรม สมาคม องค์กรเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ มีเสรีภาพในการดำเนินงานอย่างเต็มที่

2. Robert Michels (โรเบิร์ต มิเชล) นำเสนอ “กฎเหล็กแห่งคณาธิปไตย (Iron Law of Oligarchy) กล่าวว่า “ที่ใดมีการจัดองค์กร ที่นั่นจะมีคณาธิปไตย”

เหตุผลของกฎเหล็กเนื่องมาจาก

-ผู้บริหารขององค์กรนั้นเป็นคนกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึง รู้จักกลไกการทำงานขององค์กร รู้จักระบบต่าง ๆ ขององค์กรได้ดีกว่าคนอื่น ๆ

-สมาชิกเฉื่อยชา ไม่ใส่ใจ มักมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของคนที่มีบุญวาสนา

 3. Emile Durkheim (อีไมล์ เดอร์ไคม์)  ศึกษาสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย

เดอร์ไคม์มองสังคมสมัยใหม่ว่าเป็นผลมาจากโครงสร้างที่ซับซ้อน หลากหลาย มีการแบ่งงานกันทำเฉพาะด้านตามความชำนาญเฉพาะด้าน เขาเรียกสังคมแบบนี้ว่า Organic Society

ในสังคม Organic นั้นความสัมพันธ์ของสมาชิกจะถูกกำหนดโดย

-สินค้าและบริการภายใต้สัญญาหรือข้อแม้ที่ต่างยอมรับกัน

-ค่านิยมและปทัสถานต่อส่วนรวม

-ความหวังของบุคคล แต่ละคนต่างคาดหวังว่าตนจะได้รับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ดำรงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ตลอดเวลา

 

วิสัยทัศน์ต่อสังคมการเมือง

แนวคิดเชิงเปรียบเทียบของนักคิดทางด้านสังคมวิทยาการเมือง 3 คน ได้แก่ คาร์ล มาร์กซ แม็กซ์ เวเบอร์ และทาลคอต พาร์สันส์ เปรียบเทียบเป็นตาราง

วิสัยทัศน์

นักคิด

คาร์ล มาร์กซ

แม็กซ์ เวเบอร์

ทาลคอต พาร์สันส์

1.หลักการที่สำคัญในการจัดลำดับ

เน้นจัดลำดับ

เน้นแบ่งกลุ่ม

เน้นแบ่งชนชั้น

2.องค์กรทางสังคมที่สำคัญ

เน้นชนชั้นทางสังคม

เน้นระบบราชการ

เน้นโครงสร้างทางสังคม

3.แนวความคิดเกี่ยวกับระบบสังคม

เน้นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น

เน้นระบบราชการและกลุ่มสถานภาพ

เน้นปฏิกิริยาระหว่างองค์ประกอบต่างๆ

   -เป้าหมาย

   -การปรับตัว

   -ระบบการดำเนินการ

   -สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียว

4.หลักการที่สำคัญเกี่ยวกับระบบการเมือง

เน้นผู้ปกครองและกลไกของรัฐ

เน้นกลุ่มสถานภาพ

เน้นระบบย่อย

5.แนวคิดเกี่ยวกับการเชื่อฟังปฏิบัติตาม

เน้นการเชื่อฟังผู้ปกครอง

เน้นการปฏิบัติตามผู้นำที่มีอำนาจ

เน้นผู้นำที่อาศัยสิทธิและพันธะกรณี

6.แนวความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง

เน้นเชิงคุณภาพทันทีทันใด

เน้นเชิงคุณภาพค่อยเป็นค่อยไป

เน้นเชิงคุณภาพและรูปของวิวัฒนาการ

7.ตรรกะของการเปลี่ยนแปลง

เน้นตามหลักวิภาษวิธี

เน้นความขัดแย้ง

เน้นรูปของวัฎจักร

8.ปัจจัยที่มีอิทธิพลอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เน้นสภาพเศรษฐกิจและสังคม

ไม่ได้ระบุประเด็น

เน้นวิวัฒนาการ

ทฤษฎีความทันสมัย (Modernization)

คำว่า “Modernization” มีนักวิชาการหลายคนให้ความหมายไว้ดังนี้

Syed Hussein Alatas (ไซอิด ฮุสเซ็น อลาตัส) Modernization คือกระบวนการที่นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่มาปรับใช้โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นกว่าเก่า

David E. Aptor (เดวิด แอพเตอร์) ได้กล่าวว่า สังคมที่จะเรียกได้ว่าเป็นสังคมที่ทันสมัยนั้นจะต้องประกอบไปด้วยสภาพการณ์หลัก 3 ประการด้วยกันคือ

1. ระบบสังคมสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นโดยที่สังคมไม่ล่มสลาย

2. โครงสร้างทางสังคมมีความหลากหลาย

3. ขอบข่ายทางสังคมเอื้อต่อการก่อให้เกิดความรู้ความชำนาญของสมาชิกในสังคม

Cyril E. Black (ไซริล อี แบล็ค) กล่าวว่า กระบวนการ Modernization เป็นกระบวนการที่สถาบันในสังคมซึ่งวิวัฒนาการมาตั้งแต่อดีตได้ปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ใหม่ ๆ บทบาทหน้าที่ใหม่ ๆ ที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาได้

Talcott Parsons (ทัลคอตต์ พาร์สันส์) กล่าวว่า Modernization เป็นกระบวนการของการปรับเปลี่ยนสภาพการณ์ที่เป็นลักษณะเด่นซึ่งปรากฎอยู่ในสังคมแบบดั้งเดิมให้แปรสภาพมาเป็นสภาพการณ์ใหม่ที่ดีกว่าเก่า

ลักษณะเด่นของสังคมแบบดั้งเดิมกับสังคมที่ทันสมัยตามทัศนะของพาร์สัน

1. Particularistic/ Universalistic

Particularistic เป็นสภาพการณ์ในสังคมแบบดั้งเดิมที่กฎหมาย คำสั่งระเบียบต่าง ๆ ที่ออกมาโดยผู้นำจะมีการบังคับใช้เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน ในสังคมที่เป็นแบบดั้งเดิมจึงเป็นสังคมที่เลือกปฏิบัติ มี Double Standard สูง

Universalistic เป็นลักษณะเด่นของสังคมที่ทันสมัย อันหมายถึงการที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่สังคมตราขึ้นมีความเป็นสากล บังคับใช้กับทุกคนในสังคมบนพื้นฐานของความเสมอภาคและเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน

2. Diffuse Function/ Specific Function

Diffuse Function คือบทบาทหน้าที่ที่เป็นแบบกระจาย เป็นลักษณะเด่นที่ปรากฏในสังคมแบบดั้งเดิมที่คน ๆ เดียวทำหน้าที่หลายอย่างพร้อม ๆ กัน

Specific Function คือบทบาทหน้าที่เฉพาะอย่าง ในสังคมที่ทันสมัยนั้นบทบาทหน้าที่จะเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เป็นผลมาจากการแยกแยะงานออกมามากมาย

3. Ascriptive / Achievement

Ascriptive คือ การสืบทอดอำนาจหรือตำแหน่งสาธารณะที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในสังคมส่วนใหญ่

Achievement คือการที่บุคคลสามารถใช้ศักยภาพส่วนตัวในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมาย

4. Religious Belief / Secularization

Religious Belief เป็นความเชื่อในสังคมดั้งเดิมหมายถึงความเชื่อทางศาสนาที่เกิดจากความศรัทธาเป็นหลัก มักเป็นความเชื่อที่งมงาย ไม่มีเหตุผล

Secularization เป็นความเชื่ออย่างมีเหตุมีผลและต้องพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

                    ตารางแสดงความแตกต่างระหว่างสังคมแบบดั้งเดิมกับสังคมทันสมัย

ดั้งเดิม

ทันสมัย

Particularistic

Universalistic

Diffuse Function

Specific Function

Ascriptive

Achievement

Religious Belief

Secularization

 

สรุป ตามทัศนะของพาร์สันส์กระบวนการ Modernization คือกระบวนการปรับเปลี่ยนลักษณะเด่น 4 ประการที่ปรากฏอยู่ในสังคมแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นสภาพการณ์ใหม่อีก 4 ประการของสังคมทันสมัย ทุกสังคมจะต้องเดินบนสะพาน Modernization แตกต่างกันว่าสังคมใดจะอยู่ในช่วงไหนของสะพาน แต่หลายสังคมก็ได้ก้าวผ่านสะพานไปเรียบร้อยแล้ว

Almond-Powell (กาเบรียล อัลมอนด์ และโพเวลล์) นำเสนอหลักการสำคัญที่ใช้วัดความทันสมัยของสังคมสองตัวคือ

1. Structural Differentiation สังคมใดจะเป็นสังคมที่ทันสมัยได้นั้นโครงสร้างของสังคมต้องมีความหลากหลายและซับซ้อนสูง มีกลุ่ม องค์กร สมาคม เกิดขึ้นมากมาย

2. Secularization ความคิดความเชื่อของคนในสังคมทันสมัยจะต้องมีเหตุมีผลและพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Modernization

1. Westernization หมายถึงกระบวนการที่จะดำเนินการเพื่อให้บรรลุสู่ความเป็นตะวันตก

2. Industrialization กระบวนการในการผลักดันให้สังคมนั้นพัฒนาสู่ระบบอุตสาหกรรม

3. Urbanization กระบวนการทำให้เกิดความเป็นเมือง

4. Economic Development การพัฒนาเศรษฐกิจคือการพัฒนาวิธีการผลิตเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน

5. Social Mobilization หมายถึงการที่ความคิดความเชื่อของคนในสังคมทันสมัยที่รับเอาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา เป็นความเชื่อที่มีเหตุมีผล

6. Participation การเข้ามีส่วนร่วม

7. Differentiation โครงสร้างทางสังคมมีความซับซ้อน/ความหลากหลาย มีองค์กร สถาบัน หน่วยงาน ชมรม ต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก

8. Secularization ในสังคมที่มีความทันสมัยมาก ๆ ความคิดความเชื่อที่ตั้งอยู่บนหลักการแห่งเหตุแห่งผลและพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์จะอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน

ลักษณะของ Modernization

1. เป็นกระบวนการปฏิวัติ

2. เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนสูง

3. เป็นระบบ

4. ครอบคลุมไปทั่วโลก

5. เป็นกระบวนการที่ยาวนาน

6. สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

7. กลับสู่สภาพเดิมไม่ได้

8. เป็นกระบวนการที่ก้าวหน้า

9. เป็นกระบวนการที่มีลำดับขั้นตอน

ขั้นตอนของ Modernization

C.E.Black ได้ศึกษาสังคมที่ได้รับการยอมรับว่าทันสมัยแล้วหลาย ๆ สามารถแบ่งเป็นลำดับขั้นตอนของการพัฒนาสังคมดั้งเดิมสู่สังคมทันสมัยได้ดังนี้

1. การถูกท้าทายจากความทันสมัย

2. ชัยชนะของผู้นำที่ทันสมัย 

3. การปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคม

4.       ในที่สุดสังคมนั้นจะบรรลุสู่ความเป็นเอกภาพเป็นสังคมที่ทันสมัย

ด้วยความปรารถนาดีจากฝ่ายวิชาการ