สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

สรุป เตรียมสอบซ่อม ภาคเช้า 09.00-12.00 น.วันที่ 2 มิถุนายน 2556

 สรุปวิชา pol6100 (PS 701) แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

Approaches in Political Science

รศ.สิทธิพันธ์ พุทธหุน  และผศ.วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์

วิชา PS 701 จะเป็นวิชาบังคับที่ต้องนำไปสอบประมวลผลความรอบรู้ (Comprehensive) ดังนั้นนักศึกษาต้องให้ความสำคัญ

          สำหรับการสอนของอาจารย์จะเน้นให้ความรู้ถึงแนวคิดหลักของวิชารัฐศาสตร์ รวมทั้งพูดถึงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแนวทางการศึกษา หรือ Approach ทางรัฐศาสตร์

แนวคิด(Concept) หลักๆ ในทางรัฐศาสตร์

          คำว่า Concept หมายถึงแนวคิดหรือมุมมองที่มีต่อประเด็นหนึ่งๆ ในที่นี้อาจารย์จะนำเสนอ Concept ที่น่าสนใจดังนี้       

การเมือง (Politics)

ความหมาย ของคำว่า การเมือง คำว่าการเมืองจะมีความหมายที่หลากหลาย เช่นมีการพูดว่าการเมืองเป็นเรื่องของการเล่น ที่เรียกว่าเล่นการเมือง การเมืองเป็นเรื่องขำขัน

แต่การมองการเมืองในเชิงวิชาการพอจะให้ความหมายของการเมืองได้ดังต่อไปนี้

นิยามที่ 1 บอกว่าการเมืองเป็นเรื่องราวของรัฐ

คำว่า  รัฐ  หรือ State จะประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญคือมีอาณาเขตที่แน่นอน มีอธิปไตยเหนือดินแดน มีผู้ปกครองหรือรัฐบาล และต้องมีประชากร

ขณะที่ ชาติ หรือ Nation จะเป็นศัพท์ที่มีนัยยะทางสังคมวิทยาจะประกอบด้วยบุคคลที่มีเชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรมภาษา วัฒนธรรมที่คล้ายกันอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน

เช่นมอญ ฉาน กะเหรี่ยง เหล่านี้จะไม่มีความเป็นรัฐแต่มีความเป็นชาติ  เนื่องจากมอญ ฉาน กะเหรี่ยง ไม่มีองค์ประกอบครบถ้วนที่จะเป็นรัฐ โดยเฉพาะการไม่มีอธิปไตย และไม่มีดินแดนของตนเองที่แน่นอน แม้ว่าจะประชากรและรัฐบาลของตนเองก็ตาม

นิยามที่ 2 การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ คำว่าอำนาจจะมีคำภาษาอังกฤษ 3 คำที่มีความสัมพันธ์กับคำว่าอำนาจ คือ

-Power อำนาจในที่นี้หมายถึงความสามารถในการบังคับ ควบคุม พฤติกรรมหรือการกระทำ ควบคุมความคิด วิถีชีวิต ของผู้อื่นได้แม้ว่าเขาไม่ปรารถนาที่จะทำตามก็ตาม

-Authority เป็นอำนาจที่ชอบธรรม (คือมีทั้ง Power + Legitimacy) ความชอบธรรมหมายถึงการยอมรับจากประชาชน การที่ประชาชนให้การเชื่อถือ เชื่อฟังและปฏิบัติตาม

ที่มาของความชอบธรรมตามแนวคิดของ แมกซ์ เวเบอร์
(Max Weber) บอกว่าความชอบธรรมจะมาจากฐานที่สำคัญ 3 ประการคือ

1.ความชอบธรรมที่มาจากประเพณี (Tradition)

2.ความชอบธรรมหรืออำนาจที่มาจากบารมี (Charisma)

3.ความชอบธรรมที่มาจากกฎหมาย (Legal Rational) หมายถึงความชอบธรรมที่มีกฎหมายรองรับ

นอกจากนี้ยังมีคำว่า อิทธิพล (Influence) ที่เกี่ยวข้องกับคำว่าอำนาจ อิทธิพล หมายถึง ความสามารถในการโน้มน้าวให้บุคคลอื่นยอมรับ เชื่อฟังกระทำตาม ในสิ่งที่ผู้มีอิทธิพลต้องการได้

นิยามที่ 3 บอกว่าการเมืองคือการใช้อำนาจในการแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรของสังคม

 นิยามนี้มองว่าการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การได้มาซึ่งอำนาจ และใช้อำนาจนั้นเพื่อการสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน

โดยสรุป จากนิยามของการเมืองที่มาหลากหลายแตกต่างกันข้างต้นนั้น นักวิชาการมองว่าจะมีความเห็นร่วมกันต่อความหมายของการเมือง ดังต่อไปนี้

1.ในทุกสังคมจะมีทรัพยากรจำกัด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ บุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือ และในทุกสังคม Demand หรืออุปสงค์จะมีมากกว่า Supply อยู่ตลอดเวลา เช่นในสังคมไทยจะมีความต้องการของกลุ่มต่างๆจำนวนมากแต่รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด

2.เพื่อปกป้องการแก่งแย่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น

3.ในกระบวนการบริหารจัดการของรัฐบาลเพื่อนำเอาทรัพยากรไปสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนนั้น จะมีทั้งคนที่ได้และคนที่เสียประโยชน์

5.กลุ่มที่ไม่ได้รับการสนองตอบต่อความต้องการก็จะพยายามรุกเร้าต่อรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ

6.ขณะเดียวกันกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการจัดแจงแบ่งสรรก็จะต่อต้านคนที่ประท้วงและมองว่ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

7.ขณะเดียวกันกลุ่มที่อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบในสังคม

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การเมืองนั้นเป็นเรื่องปฏิกิริยาในระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง และเป็นเรื่องของการแก่งแย่งสิทธิที่จะปกครองในระหว่างผู้ปกครองด้วยกันอีกด้วย

ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)

หมายถึง ความพยายามในการทำความเข้าใจกับสรรพสิ่งในทางการเมืองและมีการนำเอาค่านิยมมาเกี่ยวข้องด้วย

เพลโต นักปรัชญาคนสำคัญ มีแนวคิดที่สำคัญในการพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องราวของรัฐ โดยเฉพาะการแสวงหารัฐที่ดีและรูปแบบของการที่ดีที่นำมาซึ่งความยุติธรรมกับประชาชน และได้คำตอบว่ารัฐที่ดีคือรัฐที่ปกครองโดยราชาปราชญ์ (Philosophical King)

ลักษณะดังกล่าวทำให้เพลโต้แบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

-ผู้ปกครอง และบอกว่าคุณค่าของผู้ปกครองจะอยู่ที่คุณธรรม

-ประชาชน ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ซึ่งจะมีคุณค่าที่ตัณหา

-นักรบ ซึ่งคุณค่าของนักรบจะอยู่ที่ความกล้า

ขณะ อริสโตเติล ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเพลโต พยายามที่จะตอบคำถามเช่นเดียวกันกับเพลโต ว่ารัฐที่ดีหรือการปกครองที่ดีควรจะเป็นอย่างไร  แต่คำตอบของอริสโตเติลจะต่างจากเพลโต โดยอริสโตเติลบอกว่ารัฐที่ดีคือรัฐที่อยู่ภายใต้การปกครองที่เรียกว่า Polity

ทำให้อริสเติลแบ่งรูปแบบการปกครองออกเป็น 6 รูปแบบโดยแบ่งโดยใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและการปกครองที่ดีและการปกครองที่ไม่ดีเป็นเกณฑ์ ดังนี้

1.การปกครองโดยคนๆ เดียวและ เป็นการปกครองที่ดี เรียกว่าการปกครองแบบ Monarchy

2.การปกครองโดยคนๆเดียว แต่เป็นการปกครองที่เบี่ยงเบนเรียกว่า Tyranny เป็นการปกครองที่ผู้ปกครองสูบเลือดเนื้อประชาชน

3.การปกครองด้วยคนจำนวนน้อยและเป็นการปกครองที่ดี เรียกว่า Aristocracy เป็นการปกครองด้วยคนที่มีความรู้สูง

4.การปกครองด้วยคนจำนวนน้อยแต่เป็นการปกครองที่เบี่ยงเบน คิดหาแต่ผลประโยชน์ของพวกพ้องเรียกว่า Oligarchy หรือเรียกว่าทุชนาธิปไตย /แต่บางคนจะแปลว่าคณาธิปไตย

5.การปกครองด้วยคนจำนวนมากและเป็นการปกครองที่ดีคือ Polity แต่อริสโตเติลมองว่ารูปแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสังคมนั้นเป็นสังคมที่มีชนชั้นกลางเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม และต้องเป็นการปกครองด้วยกฎหมาย (Rule by Law)

6.การปกครองด้วยคนจำนวนมากแต่เป็นการปกครองที่ไม่ดี คือ Democracy หรือประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครองตามแนวคิดของอริสโตเติลจะเป็นไปดังรูป

 

                             การปกครองที่ดี            การปกครองที่ไม่ดี

คนๆเดียวปกครอง (One)

Monarchy

Tyranny

คณะบุคคลเป็นผู้ปกครอง (Few)

Aristocracy

Oligarchy

คนจำนวนมากปกครอง (Manny)

Polity

Democracy

 

ดังนั้นในทางปรัชญาการเมือง จึงมีคำพูดที่ว่าไม่มีคำตอบใดที่ถาวรมีเพียงคำถามเท่านั้นที่ถาวร

 ทฤษฎีทางการเมือง (Political Theory)

คำว่าทฤษฎีทางการเมืองเป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับสรรพสิ่งในทางการเมือง โดยอาศัยหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์

อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) หมายถึงระบบค่านิยมหรือระบบความเชื่อที่กลุ่มบุคคลใดๆยอมรับเสมือนเป็นข้อเท็จจริงหรือความจริง

ลักษณะของความเชื่อที่ถือว่าเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง

-เป็นความเชื่อที่คนในสังคมนั้นๆยอมรับร่วมกัน

-เป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ชุมชนนั้นหรือสังคมนั่นมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ

-จะต้องเป็นความเชื่อที่คนในสังคมนั้นๆยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในการดำรงชีวิตอย่างสม่ำเสมอ

-เป็นความเชื่อที่สามารถยึดเหนี่ยวกลุ่มบุคคลให้รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

 

 

โดยรวมแล้วอาจจะแบ่งอุดมการณ์ทางการเมืองออกเป็น

1.อุดมการณ์ทางการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) หมายถึงอำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของคนเพียงคนเดียวและใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในทุกด้าน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย (Democracy) เป็นอุดมการณ์ที่เชื่อว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน การใช้อำนาจก็จะใช้โดยประชาชนและใช้เพื่อประชาชน

3.อุดมการณ์อำนาจนิยม (Authoritarianism) เป็นอุดมการณ์ที่อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของชนกลุ่มน้อยและใช้อำนาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาด แต่ยังปล่อยให้มีเสรีทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ยังมีสถานบันการเมือ

หลักดำรงอยู่

4.อุดมการณ์หรือลัทธิทุนนิยม (Capitalism) เป็นอุดมการณ์ที่อำนาจในการกำหนดวิถีชีวิตของคนในทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวหรือคนกลุ่มน้อย

5.อุดการณ์หรือลัทธิสังคมนิยม (Socialism) เป็นอุดมการณ์ที่อำนาจในการกำหนดวิถีชีวิตในทางเศรษฐกิจของคนในสังคมอยู่ในมือของคนส่วนใหญ่

การแบ่งอุดมการณ์ออกเป็น 5 แบบดังกล่าว 3 แบบแรกจะเป็นอุดมการณ์ทางการด้านการเมืองและ 2 แบบหลังจะเป็นอุดมการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ

          ทัศนคติในทางการเมือง (Political Attitude) หมายถึงแบบแผน ความเชื่อ และค่านิยมทางการเมืองของบุคคลที่มีต่อสรรพสิ่งทางการเมือง คือดูว่ามีความคิดความเชื่อในเรื่องราวในทางการเมือง ต่อผู้นำทางการเมือง ต่อกระบวนการทางการเมืองอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการกระทำของนักการเมืองมากน้อยแค่ไหน

          ซึ่งหากแบ่งออกเป็นแกนซ้ายขวาจะแบ่งได้ดั้งนี้

Radical          Liberal          Moderate      Conservative            Reactionary

 
 

 

 

ในส่วนซ้ายสุดก็คือพวกที่เรียกว่า Radical หรือพวกหัวก้าวหน้า กลุ่มที่ 2 จะเรียกว่า Liberal หรือพวกเสรี พวกที่ 3 ที่อยู่ตรงกลางเรียกว่า Moderate หรือพวกสายกลาง ส่วนแกนขวาก็จะมีพวก Conservative หรือพวกอนุรักษ์ ส่วนขวาสุดเป็นพวกปฏิกิริยา หรือ Reactionary

          ปัจจัยที่ใช้การวัดในการแบ่งกลุ่มทัศนะคติทางการเมือง

          1.ดูความคิดเห็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

พวกซ้ายจัด (Radical) มองว่าทุกสรรพสิ่งจะต้องเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่

พวกหัวเสรี (Liberal) กลุ่มนี้ระดับของการต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงจะน้อยกว่าพวกซ้าย แต่ก็ยังเห็นด้วยว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

พวกสายกลาง (Moderate) มองว่าการเปลี่ยนแปลงถ้าจะเกิดขึ้นแล้วพวกเขาจะยอมรับได้เฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่ตื้นๆ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง

พวกอนุรักษ์นิยม (Conservative) เป็นพวกที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง

พวกปฏิกิริยา (Reactionary) จะเป็นพวกที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า แต่จะเป็นพวกทวนกระแสต้องการให้สังคมนำเอาสิ่งดีๆในอดีตกลับมาใช้กับสังคมอีกครั้งหนึ่ง

2.มาตรการในเรื่องของค่านิยมแบบมนุษยนิยมและทรัพย์สินส่วนตัว

พวกฝ่ายซ้ายจะสนใจหรือมีค่านิยมในแบบมนุษยนิยม (Humanism) คำว่ามนุษยนิยมเป็นคำที่เพิ่งนำมาใช้และคนไทยจะรู้จักกันมาในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ 44 ที่พูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ส่วนพวกขวาจะมีค่านิยมที่เน้นในเรื่องทรัพย์สินเอกชน (Private Property) ค่านิยมแบบนี้จะเกิดขึ้นในสังคมที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถ้าใครมีอำนาจมากก็จะแสวงหาผลประโยชน์ได้มาก พวกขวามองว่าคนที่มีความสามารถมากกว่าก็ควรจะเป็นคนที่มีทรัพย์สินได้มากกว่า

3.แนวคิดในเรื่องความเสมอภาค (Equalitarianism) และความเป็นชนชั้นนำ (Elitism)

พวกซ้ายจะมองว่าคนทุกคนเกิดมามีความเท่าเทียมกันต่างคนต่างมีสิทธิ มีเสรีภาพที่จะเข้ามารับใช้สังคม สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับสังคม ทุกคนมีสิทธิที่จะปกครองตนเอง รวมทั้งมีสิทธิในการก้างขึ้นเป็นผู้นำอย่างเท่าเทียมกัน เช่นในสังคมไทยลูกแม่ค้า ลูกข้าราชการ ลูกคนจีนโพ้นทะเล ลูกเจ้าพระยาก็เป็นสามารถก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศได้

ส่วนพวกขวานั้นจะมองว่าคนในสังคมมีความไม่เทียมกัน แต่มีคนบางคนเท่านั้นที่สามารถเป็นผู้ปกครองได้ พวกขวาจึงเป็นพวกที่เชื่อในแนวคิดเกี่ยวกับชั้นนำ (Elitism) พวกขวาจัดอย่างฟาสซิสต์ และนาซีจึงเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับผู้นำ พวกนี้เชื่อว่าผู้นำทำอะไรไม่ผิดเพราะผู้นำเท่านั้นที่รู้และเข้าใจความต้องการของคนในสังคม การกระทำต่างๆของผู้นำจึงเป็นการกระทำแทนคนในสังคม ทุกคนจึงต้องเชื่อฟังผู้นำ

4.แนวคิดเกี่ยวกับความมีเหตุผลและความไม่มีเหตุผล

พวกซ้ายจะมองว่ามนุษย์มีเหตุผล เป็นซ้ายจึงเป็นพวกเหตุผลนิยม (Rationalism) เชื่อว่าคนในสังคมมีเหตุ ผลการจะกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของสังคม จึงต้องรับฟังเหตุผลของประชาชน

 ส่วนพวกที่เป็นขวานั้นเชื่อว่าคนไม่มีเหตุผล หรือเป็นพวก Irrationalism เช่นพวกนาซีมองว่าเหตุผลของคนนั้นเป็นเหตุผลที่แต่ละคนยกขึ้นมาอ้างเพื่อประโยชน์ของงตนเองแต่เหตุผลของส่วนรวมไม่มี ดังนั้นการดึงเอาคนมารวมตัวเพื่อสร้างชาติอีกครั้งนั้นไม่ต้องอ้างเหตุผล

5.แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นสากล (Internationalism) และความไม่เป็นสากล (Nationalism) หรือชาตินิยม

พวกซ้ายจะยึดมั่นในความเป็นสากล นั่นคือเป็นพวกที่เชื่อมั่นในหลักการที่เป็นสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความเสมอภาค เสรีภาพ  พวกซ้ายจะยึดในหลักการของความไร้ขอบเขต แต่มองว่าคนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดจะมีความเหมือนกันในด้านสิทธิ เสรีภาพ 

ส่วนพวกขวานั้นจะเป็นพวกชาตินิยม จะยึดเอาดินแดน เอาชาติของตนเองเป็นหลักพวกที่ชาตินิยมจัดเช่นฟาสซิสต์นาซีจะมองชาติของตนเองว่าต้องยิ่งใหญ่ มองว่าชาติกับมนุษย์ไม่ต่างกัน เมื่อมนุษยเติบโตแข็งแรงได้ ชาติเองก็เติบโตและแข็งแรงได้ แต่ชาติจะเติบโตได้ต้องไปทำสงครามกับชาติอื่นเพื่อขยายดินแดน

นั่นคือมาตรการ 5 ประการที่ใช้ในการวัดว่าบุคคลใดมีทัศนคติทางการเมืองในแบบใด เป็นแบบขวา หรือแบบซ้าย ซึ่งในขวาและซ้ายก็จะมีดีกรีอ่อนแก่ต่างกันด้วย

แนวการวิเคราะห์ Approach ทางรัฐศาสตร์

ความหมาย

อแลน ซี ไอแซค (Alan C. Isaak) กล่าวว่าแนวการวิเคราะห์ในการศึกษาก็คือกลยุทธ์โดยทั่วไปที่เราใช้ในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ในทางการเมือง

          ไอแซค กล่าวว่า Approach หนึ่งๆจะถูกออกแบบให้สามารถทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ทางการเมืองในขอบข่ายที่กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยอาศัยการศึกษาผ่านแนวคิดหลักเพียงชุดเดียว เพียงแต่จะมีแนวคิดย่อยๆเป็นส่วนประกอบ ถ้าเราเอาแนวคิดนี้มาใช้ในการทำความเข้าใจกับปัญหาต่างๆก็จะทำให้เข้าใจปัญหานั้นๆมากขึ้น

          วิลเลี่ยม เอ. เวลช์ (William A. Welsh) บอกว่า Approach คือชุดหรือกลุ่มของคอนเซ็ปต์ที่มุ่งเน้นหรือให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง       

          เวอร์นอน แวน ไดค์ (Vernon Van Dyke) บอกว่า Approach หนึ่งๆจะประกอบด้วยมาตรการในการเลือกสรรปัญหาหรือคำถามที่จะนำมาพิจารณาและเลือกข้อมูลที่จะนำมาใช้ และจะบอกว่าข้อมูลใดที่สามารถนำมาใช้ได้และชนิดข้อมูลชนิดใดนำมาใช้ไม่ได้

          จากแนวคิดของนักคิดทั้งหลายความหมายของ Approach ก็คือ

          1.หมายถึงมาตรการในการเลือกสรรคำถาม เลือกสรรข้อมูลที่เราจะนำมาใช้ในการศึกษา

          2.เป็นกรอบเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการมองปัญหา

          3.เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่สำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในทางการเมืองที่เราสนใจ

          4.เป็นเค้าโครงหรือโครงร่างของสรรพสิ่งที่เราสนใจและต้องการศึกษาค้นคว้า

1.การแบ่ง Approach ตามสาขาวิชา จะแบ่งออกเป็น

1.1 แนวการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical Approach) มองในเชิงประวัติคือการมองการเมืองโดยอาศัยประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือ ประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ให้ความสนใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต

1.2 แนวการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Approach) ทั้งนี้เศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดเปรียบเสมือนหน้า 2 หน้าของเหรียญอันเดียวกัน หรือการเมืองกับเศรษฐกิจตั้งอยู่บนฐานความเชื่อเดียวกันที่ว่าทรัพยากรในสังคมมีอยู่อย่างจำกัด

1.3 แนวการวิเคราะห์เชิงสังคมวิทยา (Sociological Approach) เป็นการนำเอามุมมองทางด้านสังคมวิทยามาใช้ศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่าสังคมวิทยาการเมือง

1.4 แนวการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา (Psychological Approach) จิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมทางการเมืองได้

1.5 แนวการวิเคราะห์เชิงปรัชญา (Philosophical Approach) ปรัชญาเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่สามารถนำมาศึกษาทำความเข้าใจการเมือง โดยให้ความสำคัญกับแนวคิดหลักในเรื่องปรัชญา หรือปรัชญาทางการเมืองนั่นเอง

          1.6 แนววิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์ (Geographical Approach) เป็นแนววิเคราะห์ที่เชื่อว่าประเทศที่มีภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของคนในรัฐนั้นๆ

          2.การแบ่ง Approach ตามวิถีชีวิตทางการเมือง จะแบ่งออกเป็น

2.1 แนววิเคราะห์เชิงสถาบันทางการเมือง (Institutional Approach)  

2.2 แนววิเคราะห์เชิงกฎหมาย (Legal Approach)

2.3 แนวการวิเคราะห์เชิงอำนาจ (Power Approach

2.4 แนววิเคราะห์เชิงกลุ่มผลประโยชน์ (Group / Interest group approach)

2.5 แนววิเคราะห์เชิงการตัดสินใจ (Decision Making Approach)

          2.6 แนววิเคราะห์เชิงทฤษฎีเกม (Game Theory)

2.7 End Mean Analysis Approach

2.8 แนววิเคราะห์เชิงวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture Approach)

System Approach หรือแนววิเคราะห์เชิงระบบ

แนวการวิเคราะห์เชิงระบบนั้นได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์ใน 2 สาขาหลักๆ คือ

1.สาขาฟิสิกส์ วิชานี่จะพูดถึงระบบใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการมองในเชิงกลศาสตร์ นั่นคือมองว่าที่ใดที่มีแรงผลักเกิดขึ้นที่นั่นจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ และในที่สุดแล้วก็จะเกิดดุลยภาพในตัวของมันเองอีกครั้ง

2.อิทธิพลจากสาขาชีวะวิทยา

ระบบของสิ่งที่มีชีวิตนั้นจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ

1.ระบบของสิ่งที่มีชีวิตต่างเป็นระบบเปิด (Open System) หมายถึงระบบสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้แต่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

2.ระบบของสิ่งมีชีวิตทุกระบบจะมีกลไกอัตโนมัติทำหน้าที่เพื่อรักษาระบบไม่ให้มีอันตราย เมื่อมีลมพัดพาสิ่งสกปรกเข้าตามเปลือกตาก็จะปิดโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาดวงตาเอาไว้ และหาผงเข้าตาจริงๆน้ำตาก็จะไหลโดยอัตโนมัติเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกออกไป

          3.ระบบของสิ่งมีชีวิตนั้นเราสามารถศึกษาและทำความเข้าใจได้จากการแยกโครงสร้างและหน้าที่ขององค์ประกอบย่อยของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ

          4.ระบบของสิ่งมีชีวิตต่างประกอบไปด้วยระบบย่อยๆ ต่างๆ ซึ่งแต่ละระบบย่อยจะทำงานอย่างอิสระและต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันและทำหน้าที่เพื่อการอยู่รอดของระบบใหญ่ ถ้าระบบย่อยบางระบบไม่ทำงานร่างกายก็จะเจ็บป่วยได้

          5.ระบบของสิ่งมีชีวิตสามารถจัดลำดับชั้นได้โดยดูจากความซับซ้อนของโครงสร้าง

 

          ดังนั้นจึงเห็นว่าระบบการเมืองนั้นมีลักษณะเช่นเกี่ยวกับระบบของสิ่งมีชีวิต จากแนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดการออกแบบแนวคิดเชิงระบบดังรูป

         

                                      Political

          Input                      System                    Output

           
   
     
 
     
 

 

 

 

Feedback

         

นักวิชาการคนสำคัญทีนำเสนอการวิเคราะห์การเมืองในแนวคิดเชิงระบบคือ เดวิด อีสตัน

          อีสตัน ได้ให้นิยามของคำว่าการเมืองว่าเป็นเรื่องของการใช้อำนาจเพื่อก่อให้เกิดการแจกแจงแบ่งสรรสิ่งที่มีคุณค่าในทางสังคม เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีในทางสังคมโดยที่ผลจากการตัดสินใจในการจัดแจงแบ่งสรรนั้น จะบังคับใช้กับสมาชิกทุกคนในสังคม

จากองค์ประกอบของแนววิเคราะห์เชิงระบบ จะพิจารณาได้ดังนี้

          Political System หรือระบบการเมือง จะมีองค์ประกอบสำคัญๆคือ

          1. Political Community หรือประชาคมทางการเมือง หมายถึงความรู้สึกของคนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้นๆว่า เขามีความผูกพัน มีความสมานฉันท์ ยอมรับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่อาศัยอยู่     2. Political Regime หรือระบอบการปกครอง ทุกระบบการเมืองจะต้องมีระบอบการปกครองอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏอยู่ อาจจะเป็นประชาธิปไตย อำนาจนิยม หรืออื่นๆ

          3. Political Authority หรือผู้มีอำนาจในทางการเมืองซึ่งจะหมายถึงรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหาร จัดแจงแบ่งสรร สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน

          Input หมายถึงปัจจัยที่อยู่ในรูปของข้อมูลข่าวสารที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบการเมือง จะปรากฏให้เห็นใน 2 รูปแบบใหญ่ๆด้วยกัน คือ

          -ข้อเรียกร้อง (Demand) ดีมานด์หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่ส่งเข้าสู่ระบบการเมืองโดยมีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อให้ระบบการเมืองแก้ไข เยียวยาปัญหา หรืออาจจะไม่ให้ระบบการเมืองไม่ดำเนินการในเรื่องใดๆ ก็ได้

          -การสนับสนุน (Support) การสนับสนุนหมายถึงข้อมูลหรือข่าวสารที่เข้าสู่ระบบการเมืองที่เป็นไปในแง่บวกหรือสนับสนุนระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานั้นๆ

          Output หมายถึงผลที่ได้จากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการจัดแจงแบ่งสรรสิ่งที่มีคุณค่า นั่นคือความสนใจที่จะแก้ไขปัญหาบรรเทาความเดือดร้อน สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน ผลที่ได้จากการตัดสินใจของรัฐบาลจะมีผลผูกมัดต่อสมาชิกของระบบการเมืองนั้นๆ

          Feed back คือกระบวนการในการส่งข่าวสารเกี่ยวกับสภาพและผลที่ตามมาของการตัดสินใจและดำเนินการด้านต่างๆของระบบการเมืองเข้าสู่ผู้มีอำนาจทางการเมือง

          กล่าวคือ Feed Back จะเป็นตัวประเมินว่า Output ที่ออกมานั้นสามารถเยียวยาปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ สามารถสร้างความพึงพอใจให้ผู้เรียกร้องในระดับใด เพราะบางครั้งสิ่งที่รัฐบาลคิดว่านโยบายที่ออกมาน่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจะไม่เป็นไปตามคาดคิด หรือ Outcome (ผลลัพธ์) ที่ออกมาจากนโยบายไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องได้ Feed Back ก็จะเป็นตัวส่งผ่านข้อมูลส่วนนี้ไปยังผู้ระบบการเมืองอีกครั้ง

แนวการวิเคราะห์เชิงหน้าที่ (Functionalism Approach)

          แนววิเคราะห์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากสังคมวิทยาที่มองไปที่บทบาทและหน้าที่ของโครงสร้างทางสังคม และนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ที่นำเสนอแนววิเคราะห์นี้คือ อัลมอลด์และพาวเวลล์ (Grabriel Almond and G. Bingham Powell Jr.)

          แนววิเคราะห์เชิงหน้าที่มองว่าระบบการเมืองจะมีลักษณะร่วมกันคือ

1.ทุกระบบการเมืองจะมีโครงสร้างทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏอยู่

2.ทุกระบบการเมืองจะทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ไม่ว่าโครงสร้างจะเหมือนหรือแตกต่างกันก็ตาม เพื่อความอยู่รอดของระบบการเมือง

3.โครงสร้างของระบบการเมืองหนึ่งๆอาจจะทำหน้าที่หลายอย่างกัน พร้อมๆกัน

4.ทุกระบบการเมืองจะเป็นระบบผสมผสานกันระหว่างความเป็นดั้งเดิมและความทันสมัย สำหรับแนวคิดหลักของแนววิเคราะห์เชิงหน้าที่ก็คือคำว่า โครงสร้าง และ หน้าที่

คำว่า โครงสร้าง หมายถึงแบบแผนของกิจกรรมหรือการกระทำที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอผู้ที่มีบทบาทจะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อรวมเอาบทบาทของกิจกรรมต่างๆเข้าด้วยกันเราก็จะรู้ถึง หรือได้ภาพโครงสร้างของสิ่งๆนั้น

คำว่า หน้าที่ คือการปฏิบัติที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องเหมือนกับเป็นเงื่อนไข หรือผลการดำเนินการของโครงสร้างที่ปรากฏ เช่นอาจารย์มีหน้าที่ในการสอน การทำวิจัย หน้าที่นี้ก็ต้องจะทำอย่างต่อเนื่องฐานะที่เป็นอาจารย์

แนววิเคราะห์การพัฒนาทางการเมือง Political Development Approach

การพัฒนา หมายถึงการเปลี่ยนแปลงชนิดหนึ่งที่มีเป้าหมายที่แน่นอนและเป็นที่ยอมรับว่าดีกว่าเดิม

การพัฒนาทางการเมือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม มีเป้าหมายเพื่อให้การแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพเป็นธรรมมากว่าเดิม

ปัจจัยของการวัดระดับของการพัฒนาทางการเมือง

ลูเชี่ยน พาย (Lucian Pye) เสนอสิ่งที่เรียกว่า Syndrome of Development หรือปัจจัยที่ใช้วัดระดับของการพัฒนา ซึ่งเขานำเสนอ 3 ปัจจัยด้วยกัน

1.ระบบการเมืองนั้นจะต้องมีโครงสร้างทางการเมืองที่หลากหลายซับซ้อน (Differentiation)

     2.ความเสมอภาค (Equality) ระบบการเมืองใดที่สมาชิกของสังคมได้รับการปฏิบัติจากรัฐด้วยความเสมอภาคกัน ระบบการเมืองนั้นก็จะได้ชื่อว่ามีการพัฒนาสูง

ความเสมอภาคในที่นี้อย่างน้อยมี 3 ประการ

-ความเสมอภาคทางด้านการเมือง

-ความเสมอภาคภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีลักษณะการเลือกปฏิบัติ หรือ Double Standard

-ความเสมอภาคบนพื้นฐานของความสัมฤทธิ์ผลเดียวกัน หมายถึงความเสมอภาคในโอกาสที่จะเข้าสู่ตำแหน่งในระบบได้เท่าเทียมกัน

3. Capacity คือสมรรถนะของระบบการเมือง ถ้าระบบการเมืองที่มีสมรรถนะสูง มีความ สามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นในสังคมโดยสังคมให้การยอมรับ เป็นสังคมที่มีความสามารถในการออกกฎเกณฑ์ จัดแจงแบ่งสรรก็จะมีโอกาสในการเป็นระบบการเมืองที่มีการพัฒนาสูง

 

***********************************

 

*** ขอให้เน้น Approach ให้มาก 

ติดต่อสอบถาม

ชื่อ
อีเมล์
รายละเอียด
โทรศัพท์
Security Code
ใส่ตัวอักษรที่อยู่ด้านบน
บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน