สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

สรุป 1 การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ

 สรุป POL 6301 ครั้งที่ 1

 

หลักในการอ่านเบื้องต้น : รอบแรกให้อ่านเฉพาะภาษาไทยให้เข้าใจก่อน เมื่อเข้าใจดีแล้วจึงค่อยดูศัพท์ภาษาอังกฤษ อย่ากังวลกับภาษาอังกฤษมากนัก อ่านบ่อยๆ ก็คุ้นเคยกับศัพท์ไปเอง

นโยบาย (Policy) หมายถึง กรอบแนวทางในการปฏิบัติหรือกรอบแนวทางที่บอกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร แต่ยังไม่บอกวิธีการ

สาธารณะ (Public) หมายถึง ประชาชนทั่วไปหรือส่วนรวม ซึ่งตรงข้ามกับส่วนตัว (Private)

นโยบายสาธารณะ (Public Policy Study) หมายถึง กรอบแนวทางในการปฏิบัติเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน นโยบายจะไม่บอกวิธีการที่ละเอียดมีแต่แนวทางแต่ตัวนโยบายจะส่อให้เห็นเจตนารมณ์หรือเป้าหมายที่อยากจะได้

นโยบายสาธารณะ (Public Policy) กับนโยบายรัฐบาล (Governmental Policy)

นโยบายสาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลเสมอไป เพราะหน่วยงานเอกชนก็สามารถทำนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ เช่น NGOs เป็นองค์กรเอกชน แต่ทำงานเพื่อสังคมโดยส่วนรวม บริษัทห้างร้านก็เช่นเดียวกันที่สามารถทำงานเพื่อส่วนรวมได้ ยิ่งปัจจุบันบริษัทต่างๆ จะทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น ไม่หวังจะขายสินค้าแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนเช่นในอดีต สังเกตได้จากโฆษณาสินค้าต่าง ๆ ทางทีวีจะสื่อภาพของการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การเป็นคนดีของสังคมมากขึ้น เช่น โฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังที่พยายามสร้างจิตสำนึกเพื่อส่วนร่วม เห็นได้ว่านักธุรกิจปัจจุบันได้เปลี่ยนความคิดจากจิตธุรกิจ (Business Mind) มาเป็น จิตสาธารณะ (Public Mind) มากขึ้น

นโยบายรัฐบาลต้องเป็นนโยบายสาธารณะเสมอ แต่หลายครั้งที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายสาธารณะบางนโยบายเป็นไปเพื่อสาธารณะแท้ๆ หรือไม่ เช่น การตัดถนนเพื่อสร้างความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางและการทำมาค้าขาย แต่ถนนเส้นนั้นอาจตัดผ่านที่ดินของนักการเมืองผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจกำหนดนโยบายก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า “นโยบายแฝง” คือภาพภายนอกเป็นนโยบายสาธารณะ เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่มีประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงอยู่ ปัญหาแบบนี้แก้ไขได้ยาก เพราะไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ทำให้เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ แต่สังคมก็รู้กันอยู่ว่านักการเมืองแบบนี้ทำเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่ ในประเทศรัฐสวัสดิการอย่างสวีเดนก็มีการคอร์รัปชั่นเหมือนกันเรียกว่า “คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ซึ่งเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้เลย

 

การศึกษานโยบายสาธารณะ (Public Policy Study)

แนวทางการศึกษานโยบายสาธารณะ (Public Policy Study) มีด้วยกัน 3 แนวใหญ่ๆ คือ

1. เน้นเนื้อหาสาระของนโยบาย (Policy Issue) จะให้ความสนใจกับเนื้อหานโยบายว่ามีปรัชญาอะไรอยู่เบื้องหลัง สาระสำคัญคืออะไร แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปตามเนื้อหา การศึกษาที่เน้นเรื่องเนื้อหาสาระของนโยบายอย่างเดียวแล้ววิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายนั้นดีหรือไม่ดีเป็นการใช้ความรู้สึกของผู้ศึกษามากเกินไป จึงมีลักษณะอัตวิสัย/จิตวิสัย (Subjective) สูง

อัตวิสัย/จิตวิสัย (Subjective) หมายถึง การอธิบายสิ่งใดก็ตามโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวของผู้อธิบายเป็นหลัก (เปรียบเทียบกับข้อสอบอัตนัยที่คนเขียนๆ ด้วยความรู้สึกของตัวเอง ส่วนอาจารย์ผู้ตรวจก็ตรวจด้วยความรู้สึกของตนเองได้) ทำให้เต็มไปด้วยค่านิยมส่วนตัว (Value-loaded) และอคติไม่มีความเป็นกลาง เกิดความไม่น่าเชื่อถือ

วัตถุวิสัย (Objective) เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ที่ปลอดจากค่านิยม (Value Free) อธิบายไปตามสิ่งที่มันเป็น เพื่อทำให้เกิดความเป็นกลาง ไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวของผู้ศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้อง (การทำข้อสอบปรนัยนักศึกษาต้องตอบตามตัวเลือกที่ให้มา อาจารย์ผู้ตรวจจะตรวจโดยความรู้สึกตนเองไม่ได้)

2. เน้นกระบวนการทางนโยบาย (Policy Process) หมายถึง ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ได้แก่

2.1 การกำหนดหรือระบุปัญหา (Problem Structuring หรือ Problem Formation) ต้องรู้ว่าปัญหาที่จะต้องแก้นั้นคืออะไร เกิดจากอะไร มีความรุนแรงขนาดไหน

2.2 การกำหนดนโยบาย (Policy Formulation) เมื่อรู้ปัญหาแน่นอนแล้วก็กำหนดนโยบายขึ้นมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

2.3 การวางแผน (Planning) เป็นการแปลงแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นการกำหนดอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะทำอะไรในอนาคต และต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย

2.4 การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation)

2.5 การติดตามกำกับดูแล (Policy Monitoring) เป็นการดูว่าทำงานไปถึงไหนอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

2.6 การประเมินผลนโยบาย (Policy Evaluation) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

- การติดตามดูแลงาน (Monitoring) เป็นการประเมินว่างานไปถึงไหน อย่างไร เกิดปัญหาอะไร ยังไม่มีการตีค่างานออกมาว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่

- การตีค่าผลงาน (Evaluation) เป็นการประเมินว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ อย่างไร

3. เน้นนโยบายศาสตร์และการวิเคราะห์นโยบาย (Policy Science and Policy Analysis) การศึกษาสังคมศาสตร์ในยุคหลังได้คล้อยตามวิทยาศาสตร์กล่าวคือ มีการศึกษาทดลองชัดเจน อธิบายได้อย่างเป็นระบบ มีวิธีการในการพิสูจน์ทดลองให้เห็นจริงๆ ทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือ มีข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) การศึกษานโยบายก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องการให้สังคมเชื่อถือศรัทธา นักวิชาการด้านนโยบายจึงพยายามนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์นโยบาย อธิบายปรากฏการณ์ทางด้านนโยบายอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยเทคนิควิธีการต่างๆ

วิวัฒนาการของการวิเคราะห์นโยบาย มีดังนี้

1. ปทัสถานนิยม (Normativism) เป็นเรื่องของการใช้ความรู้สึก มักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งเร้นลับ (Mysticism) ตำนาน (Myth) ญาณหยั่งรู้ (Intuition) จึงเป็นลักษณะของอัตวิสัย/จิตวิสัย (Subjective) ที่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการอธิบายปรากฏการณ์

2. ปฏิฐานนิยม (Positivism) ปรัชญาแนวนี้พยายามหลีกเลี่ยงจากความรู้สึกส่วนตัวแต่จะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าวิธีการเชิงประจักษ์นิยม (Empiricism) ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์พิสูจน์ให้เห็นจริง สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์เพื่อความน่าเชื่อถือ

 

การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ

องค์ประกอบของการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ มีดังนี้

1. การวิจัยเชิงวิชาการ (Academic Research) เป็นการค้นคว้าหาทฤษฎี เพื่อนำมาใช้อธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงต้องมีทฤษฎีทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้นๆ (Theories of Facts/ Discipline)

2. การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัย เพื่อนำความรู้ที่ได้มาใช้ประโยชน์ การวิจัยนโยบาย (Policy Research) จะดูว่านโยบายนั้นทำให้เกิดผลอะไรบ้าง จึงเป็นการวิจัยประยุกต์ที่เน้นการนำไปใช้ จึงเป็นการวิจัยประยุกต์

3. การปฏิบัติ (Practice) ต้องมีทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิบัติ (Theories of Practice) จึงเป็นเรื่องของวิชาชีพ (Professional) เช่น แพทย์ พยาบาล ก็ต้องมีทฤษฎีและศิลปะในวิชาชีพของตน เช่น ผ่าตัดอย่างไรไม่ให้มีแผลเป็นน่าเกลียด ฉีดยาอย่างไรไม่ให้คนไข้เจ็บ

การวิเคราะห์นโยบายที่จะศึกษากันต่อไป แยกเนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ

1. ทฤษฎี แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

1.1. ทฤษฎีในการวิเคราะห์การกำหนดนโยบาย

1.2. ทฤษฎีในการวิเคราะห์การแปลงนโยบายไปเป็นแผนงานและโครงการ

1.3. ทฤษฎีในการวิเคราะห์การนำนโยบายไปปฏิบัติ

2. เทคนิค แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

2.1. เทคนิคการวิเคราะห์ในขั้นการกำหนดนโยบาย

2.2. เทคนิคการวิเคราะห์ในขั้นการแปลงนโยบายไปเป็นแผนงานและโครงการ

2.3. เทคนิคการวิเคราะห์ในขั้นการนำนโยบายไปปฏิบัติ

 

ทฤษฎีในการวิเคราะห์การกำหนดนโยบาย

                1. ทฤษฎีผู้นำ (Elite Theory) อธิบายว่า ผู้นำ คือ ผู้ที่มาจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมส่วนบน นั่นคือต้องเป็นคนร่ำรวย มีสกุลรุนชาติ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปหรือเรียกง่ายๆ ว่า “พวกไฮโซ” ซึ่งสังคมไทยก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ที่ผู้นำไทยมาจากกลุ่มคนรวย มีชื่อเสียง ผู้นำ คือ คนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจในสังคม ส่วนคนส่วนใหญ่ที่เรียกว่า “มวลชน” (Mass) กลับไม่มีอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับมวลชนสามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้นำซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยอยู่บนยอดปิระมิดจะชี้นำนโยบายผ่านมาทางผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ซึ่งก็คือ ข้าราชการ ผ่านมาสู่มวลชน เช่น ผู้นำบอกให้มีประชาคม ข้าราชการก็ต้องมาบอกให้ประชาชนก่อตั้งประชาคมขึ้นมา จากทฤษฎีผู้นำสามารถอธิบายได้ว่านโยบายถูกกำหนดโดยคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจในสังคมไม่ได้มาจากมวลชน ทำให้นโยบายทั้งหลายเป็นไปตามความคิดของผู้นำ ผู้นำมีความคิด ความเชื่ออย่างไรก็จะชี้นำมวลชนให้เป็นไปตามนั้น คนที่ไม่รวยหรือไม่มีชื่อเสียงก็อาจจะเป็นผู้นำได้ โดยต้องสมานฉันท์กับกลุ่มผู้นำเดิม อาจต้องไปเดินตามหลังผู้นำเดิมเสียก่อน จึงจะมีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำ ส่วนคนที่อยู่ห่างไกลจากผู้นำเดิมโอกาสจะก้าวขึ้นมานั้นย่อมทำได้ยาก

2. ทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) สืบเนื่องจากทฤษฎีผู้นำให้ความสำคัญเฉพาะคน 2 กลุ่มเท่านั้นคือผู้นำ (Elite) กับมวลชน (Mass) แต่ในความเป็นจริงสังคมไม่ได้มีแค่คน 2 กลุ่มนี้แต่มีกลุ่มหลากหลาย (พหุนิยม: Pluralism) ในกลุ่มผู้นำเองก็ยังแตกเป็นกลุ่มย่อยๆ ในกลุ่มมวลชน Mass ก็มีหลายกลุ่มหลายพวก แต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกันออกไป การจะกำหนดนโยบายจึงต้องดูความต้องการของกลุ่มด้วย ตามภาพ

 
 

 

 

 

 

                          B                                                         A

 

โดยปกติถ้าน้ำหนัก 2 ข้างของคานไม่เท่ากันจุดดุลยภาพจะค่อนไปทางตุ้มที่มีน้ำหนักมากกว่า นโยบายก็เปรียบเสมือนกับจุดดุลยภาพที่จะค่อนไปทางกลุ่มที่มีอิทธิพลมากกว่า ทฤษฎีกลุ่มจึงอธิบายว่า นโยบายเป็นผลมาจากการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม และนโยบายมักจะคล้อยตามกลุ่มที่มีอิทธิพลมากกว่า เช่น กลุ่มนักธุรกิจย่อมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลมากกว่ากลุ่มขอทาน กลุ่มที่มีอิทธิพลน้อยกว่าถ้าอยากจะเข้าไปต่อรองก็ต้องเพิ่มอำนาจให้กับตนเองให้ได้ ถ้าพิจารณาสังคมไทยก็เป็นไปตามทฤษฎีกลุ่มจริงๆ คือนโยบายรัฐบาลจะตอบสนองต่อกลุ่มคนที่มีอิทธิพลมากกว่า

                3.  ทฤษฎีสถาบัน (Institutional Theory) lสาระสำคัญของทฤษฎีนี้คือ กระบวนการทำให้เป็นสถาบัน (Institutionalization) หมายถึง กระบวนการสร้างระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายให้เป็นแนวปฏิบัติร่วมกันในองค์การ การที่คนเรามาจากหลากหลายกลุ่มแล้วมาอยู่ร่วมกันในองค์การ ถ้าต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำองค์การย่อมทำงานลำบาก จำต้องมีกระบวนการทำให้เป็นสถาบัน ทฤษฎีนี้เชื่อว่าการกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมาย มีความเป็นสากล ยิ่งเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็ยิ่งสามารถนำพาประเทศไปตามนโยบายของพรรคได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่หมดวาระลงไปรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแทน รัฐบาลชุดใหม่ก็มีอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมายแทน

4. ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) เดวิด อีสตัน ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของระบบการเมือง ตามภาพ

 
 

 

 

 

 

 

 

 

4.1 Inputs (ปัจจัยนำเข้า) ในทางการเมืองประกอบด้วย

- Demand คือ ความต้องการของกลุ่มต่างๆ

- Support คือ เสียงสนับสนุนของความต้องการ

4.2 Process หรือระบบการเมือง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Black Box หมายถึง ความมืดมนที่คนนอกไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง เช่นเดียวกับกระบวนการทางการเมืองที่คนนอกไม่รู้ว่ามีเส้นสนกลในอะไรข้างในบ้าง Inputs เมื่อผ่านกล่องดำตรงนี้ไปแล้วก็จะออกมาเป็น Outputs

4.3 Outputs อาจออกมาในรูปของมติคณะรัฐมนตรี นโยบาย ประกาศ คำสั่ง ฯลฯ

4.4 Feedback นโยบายต่างๆ เมื่อประกาศออกมาแล้วก็มีการนำไปใช้และเกิดผลย้อนกลับเป็น Inputs เข้าสู่ระบบอีกครั้งหนึ่ง

ทฤษฎีระบบเชื่อว่านโยบายสาธารณะคือ Outputs ที่เกิดจากการมี Inputs เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ทำให้เกิดการตัดสินใจกำหนดนโยบายนั้นออกมา

5. ทฤษฎีการตัดสินใจ (Decision Theory) การตัดสินใจมีหลายรูปแบบ เช่น

5.1 การตัดสินใจแบบสมเหตุสมผล (Rationalism) การตัดสินใจแบบนี้จะต้องมีข้อมูลพร้อมอันจะช่วยให้การตัดสินใจถูกต้องที่สุด แต่ข้อเสียคือการหาข้อมูลทำให้เกิดความล่าช้า ไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วทันควัน

5.2 การตัดสินใจแบบเฉพาะข้อมูลส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป (Incrementalism) การตัดสินใจแบบนี้จะพิจารณาเฉพาะข้อมูลส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่านั้น อาจเป็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ วิธีนี้มีข้อดีคือ เกิดความรวดเร็วขึ้น เหมาะกับการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน แต่ข้อเสียคือ การตัดสินใจเร็วโอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีสูงเนื่องจากมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจน้อย

5.3 การตัดสินใจแบบผสมผสาน (Mixed – scanning) การตัดสินใจแบบนี้จะพิจารณาข้อมูลส่วนที่เปลี่ยนแปลงก่อนแล้วหาข้อมูลในส่วนที่เปลี่ยนแปลงนั้นอย่างละเอียดมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาข้อผิดพลาด

 

เทคนิคการวิเคราะห์ในขั้นการกำหนดนโยบาย

ปัญหานโยบาย (Policy Problems) มีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

1. อิงอาศัยกัน (Interdependence) ปัญหาหนึ่งๆ ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงภายในตัวของมันเอง แต่เมื่อเกิดปัญหาใดขึ้น จะก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาเรื่อยๆ

2. อัตวิสัย (Subjectivity) คือขึ้นอยู่กับว่าบุคคลจะรู้สึกว่าเรื่องนั้นเป็นปัญหาหรือไม่ เรื่องเดียวกันบางคนมองว่าเป็นปัญหา แต่อีกคนกลับเฉยๆ

3. เกิดจากมนุษย์ (Artificiality) ธรรมชาติสร้างโลกมาดีแล้ว แต่มนุษย์กลับทำให้เกิดปัญหา

4. เป็นพลวัต (Dynamics) ไม่นิ่งอยู่กับที่แต่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

                การจัดลำดับของปัญหา ต้องดูจากสิ่งต่อไปนี้

1. ปัญหาระดับปัจเจก (Individual Problems) กับปัญหาระดับสังคม (Societal Problems)

2.  ปัญหาที่แผ่วงกว้าง (Widespread Problems) กับปัญหาที่ตึงเครียด (Serious Problems)

3. เป็นปัญหาสัมบูรณ์ (Absolute Problems) เป็นปัญหาโดยตัวเองโดยไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น กับปัญหาสัมพัทธ์ (Relative Problems) เป็นปัญหาก็ต่อเมื่อนำไปเปรียบเทียบถ้าไม่เปรียบเทียบก็ไม่เกิดปัญหา

จัดการลำดับที่ 1

จัดการลำดับที่ 2

จัดการลำดับที่ 3

ปัญหาระดับปัจเจกและปัญหาระดับสังคม

ปัญหาระดับสังคม

ปัญหาระดับปัจเจก

ปัญหาที่แผ่วงกว้างและปัญหาที่ตึงเครียด

ปัญหาที่ตึงเครียด

ปัญหาที่แผ่วงกว้าง

ปัญหาสัมบูรณ์และปัญหาสัมพัทธ์

ปัญหาสัมบูรณ์

ปัญหาสัมพัทธ์

 

เทคนิคการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นปัญหา มีอยู่หลายเทคนิค แต่ในที่นี้จะขอเสนอเทคนิคที่สำคัญ ดังนี้

1. เทคนิคทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย (Back-of-the-Envelope calculations) เป็นการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย โดยใช้ข้อมูลเป็นกราฟแล้วดูแนวโน้มว่าทิศทางของปัญหาจะไปในทิศทางใด

2. เทคนิคการตัดสินใจแบบรวดเร็ว (Quick decision Analysis) เป็นการวิเคราะห์ในลักษณะแผนภูมิก้างปลา แล้วจึงให้นำหนักของการตัดสินใจ

3. เทคนิคการวิเคราะห์แบบชั้น (Classification) เป็นการวิเคราะห์เชิงจำแนกมีทั้งในลักษณะบนลงล่าง และล่างขึ้นบน โดยวิเคราะห์แต่ละชั้น ให้แต่ละชั้นมีเกณฑ์เดียวกัน

เทคนิคการวิเคราะห์เพื่อประเมินทางเลือกในการแก้ปัญหา มีอยู่หลายเทคนิค แต่ในที่นี้จะขอเสนอเฉพาะเทคนิคการพยากรณ์ (Forecasting) ซึ่งมีด้วยกัน 3 วิธีคือ

1. การพยากรณ์แนวโน้ม (Extrapolative Forecasting) เป็นการพยากรณ์โดยใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อทำนายแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Trend Extrapolation) ตรรกวิทยาที่ใช้คือ ตรรกะเชิงอุปนัย (Inductive Logic) เป็นการดูข้อมูลย่อยในแต่ละปี แล้วมาสรุปเป็นภาพรวม ผลของการพยากรณ์โดยวิธีการทำนายแนวโน้มเรียกว่า การฉายภาพอนาคต (Projections) การศึกษาปรัชญาของศาสตร์จะมีศัพท์ 2 คำ คือ การนำไปใช้ได้ทั่วไป (Generalization) และการนำไปใช้ในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง (Specification)

2. การพยากรณ์ทางทฤษฎี (Theoretical Forecasting) ใช้ฐานคติทางทฤษฎี (Theoretical Assumption) คือดูว่าทฤษฎีอธิบายไว้ว่าอย่างไรแล้วนำทฤษฎีนั้นมาใช้ในการพยากรณ์ ทฤษฎีเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไปการพยากรณ์แบบนี้จึงใช้ปรัชญาแบบตรรกะเชิงอนุมาน (Deductive Logic) คือกล่าวถึงทฤษฎีก่อนแล้วนำมาพิจารณาสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ผลของการพยากรณ์แบบนี้เรียกว่า Predictions

3.  การพยากรณ์เชิงอัชฌัตติกญาณ (Intuitive Forecasting) ใช้ความรู้สึกที่เป็นญาณหยั่งรู้ภายในตัวบุคคลซึ่งเกิดขึ้นเองและเป็นความสามารถส่วนบุคคล ไม่มีอะไรมาพิสูจน์ได้ การพยากรณ์แบบนี้จะใช้ความรู้สึกส่วนตัว (Subjective Judgements) ทำให้ไม่น่าเชื่อถือจึงต้องใช้ความรู้สึกนำก่อนแล้วค่อยหาข้อมูลหลักฐานมายืนยันสิ่งที่รู้สึก ปรัชญาแบบนี้เรียกว่า Retroductive Logic ผลของการพยากรณ์โดยใช้วิธีนี้เรียกว่า Conjectures

 

 

ติดต่อสอบถาม

ชื่อ
อีเมล์
รายละเอียด
โทรศัพท์
Security Code
ใส่ตัวอักษรที่อยู่ด้านบน
บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน